อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ เชิญเที่ยวงาน เทศกาลปลาดุกเผา สะเดาหวาน อำเภอปรางค์กู่ กับกิจกรรมแข่งขันจับปลาดุกในบ่อดิน ประกวดการจัดทำเมนูชูสุขภาพ จัดพาสำหรับอาหาร ปลาดุกเผาสะเดาหวาน




วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ที่ หน้าที่ว่าการอำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ นาย สุวรรณ เนตรเนติกุล นายอำเภอปรางค์กู่ เป็นประธานในการเปิดงาน เทศกาลปลาดุกเผาสะเดาหวาน ระหว่างวันะที่ 26 ถึง 28 ธันวาคม 2568 โดยได้จัดให้มีพิธีถวายความจงรักภักดี และร่วมไว้อาลัย แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ สมเด็จพระบรมราชินีพันปีหลวง ของปวงชนชาวไทย จากนั้น สิบตำรวจโท พิษณุ สำเริง ปลัดอำเภอฝ่ายปกครองอำเภอปรางค์กู่ ประธานจัดงาน ร่วมกับส่วนราชการในอำเภอฯ กล่าวรายงานถึงวัตถประสงค์ของการจัดงาน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว, กระตุ้นเศรษฐกิจของประชาชนในอำเภอ, สร้างการบริหารจัดการทรัพยากรในท้องนาให้มีคุณประโยชน์ด้านสุขภาวะ จัดหาเมนูชูสุขภาพคนในชุมชน ลดป่วย ลดโรค ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ โดยเฉพาะปลาดุก เป็นปลาที่ได้มาจากแปลงนาปลอดสาร ในอำเภอปรางค์กู่ ที่เป็นแหล่งปลาดุกนา


จากนั้นเป็นการแสดงโชว์การเปิดงานเทศกาลปลาดุกเผาสะเดาหวาน ของกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ ทูบีนัมเบอร์วัน และการแสดง คีร์ตะมวยไทย ที่เคยไปแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทยที่ได้อันดับที่ 1 ที่เมืองทองธานี ที่เป็นนักเรียนโรงเรียนปรางค์กู่พิทยาคม อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ




ต่อมาได้เริ่ม แข่งขันจับปลาดุกในบ่อดิน ขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตร คณะกรรมกรได้ปล่อยปลาดุกนาลงไปเมื่อเช้านี้ จำนวน 50 กิโลกรัม และปลาไหล 30 กิโลกรัม มีทีมเข้าร่วมแข่งขัน จำนวน 12 ทีม คือ 11 ตำบล กับตัวแทนส่วนราชการอำเภออีก 1 ทีม โดยทุกคนต้องทานน้ำอัดลม ให้หมด 1 ขวด จากนั้นใช้น้ำสะดวกที่คณะกรรมการเตรียมไว้ให้ ล้าง 1 ขวด ก่อนเป่าแป้ง คาบเหรียญบาทใส่กระเป๋า ก่อนที่จะวิ่งไปลงบ่อเริ่มจับปลาได้ คณะกรรมการให้เวลา 10 นาที ใครจับได้มากที่สุด ด้วยมือเปล่า จะเป็นผู้ชนะ แต่หากจับได้ปลาไหล คณะกรรมการจะมอบโบนัสพิเศษเพิ่มให้ตัวละ 100.-บาท ผลปรากฎว่า ทีม เป็นผู้ชนะ จับปลาดุกได้ 5 ตัว



ปลาดุกที่ถูกจับได้ นำมาส่งต่อให้กับทีมแม่ครัวฝีที่มีมือ ได้จัดทำเมนู ปลาดุกเผา สะเดาหวาน ซึ่งเป็นอาหารพื้นที่ถิ่นประจำของชาวอำเภอปรางค์กู่ หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ ในแปลงก็จะมีปลาดุกอาศัย อยู่ตามธรรมชาติ ประกอบเป็นฤดูของต้นสะเดา ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ออกดอกในช่วงเดือนนี้ จากภูมิปัญญาของคนอีสาน ได้นำดอกสะเดา ใบสะเดามาประกอบอาหารเป็นเมนูสุขภาพได้หลากหลายเมนู อธิ ใบสะเดานำมาลวกทานกับน้ำพริกปลาทู น้ำพริกปลาดุก ดอกนำมาลวกทานกันน้ำพริกสะเดาหวาน โดยสรรพคุณของดอกสะเดา ช่วยเจริญอาหาร, รสขมจะช่วยกระตุ้นน้ำย่อย บำรุงธาตุลม ช่วยขับลม มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบตทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ช่วยลดไข้ แก้พิษโลหิต ริดสีดวง เป็นแหล่งวิตามินแร่ธาตุ แคลเซี่ยม เหล็ก เป็นต้น ซึ่งเมนูปลาดุกเผา สะเดาหวาน ก็จะเริ่มจากนำปลาดุกมาเผา หรือ ย่างไฟอ่อนๆ สุกแล้วจะหอมน่าทาน สะเดานำมาลวก แต่ที่เด็ดจะอยู่ที่น้ำพริก ที่แต้ละทีมก็จะมีสูตรของตนเอง แต่ที่ใส่ลงไปก้คือพริกแห้งทอด เพื่อปรุงรส นำมาเสิรมให้คณะกรรมการได้ทดลองทาน ทีมไหนอร่อยก็รางวัลไป แต่สิ่งที่ได้อีกอย่างก็คือ ความสามัคคี และได้จำหน่าย น้ำพริกปลาดุกเผาสะเดาหวาน ด้วยวันนี้

หลังจากได้เมนูชูสุขภาพ ปลาดุกเผาสะเดาหวาน แล้ว ก็จะมาเข้าสู่กิจกรรม แข่งกินปลาดุกเผาสะเดาหวาน ใครกินได้มากที่สุด ก็จะเป็นผู้ชนะไป ซึ่งกิจกรรมต่างๆ ล้วนเน้นในการสร้างความสนุกสนาน ผ่อนคลาย สร้างความรักสามัคคีในหมู่คณะเท่านั่น แต่ผู้ชนะก็จะได้รับเงินรางวัล และน้ำพริกปลาดุกสะเดา ที่เหลือด้วย
เทศกาล ปลาดุกเผา สะเดาหวาน อำเภอปรางค์กู่ จะจัดขึ้นเป็นประจำในทุกๆ ปี ในช่วงเดือนธันวาคม หลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปี เพราะเป็นช่วงที่ต้นสะเดา เริ่มออกดอก และมีเกษตรกรหลายคนที่ไปตระเวนเก็นดอกสะเดา ตามทุ่งนา นำมาขายให้พ่อค้า แม่ค้า ที่ส่งไปขายยังตลาด ในกรุงเทพมหานคร สร้างรายได้อีกทาง และช่วงที่เก็บเกี่ยวข้าวใหม่ๆ ปลาดุกที่อยู่ในแปลงนาข้าว จะอ้วน และมัน สมบูรณ์ นำมาย่างจะหอมหวานอร่อย หลายคนก็นำปลาดุกไปย่างเฉยๆ ก็ขายดีมาก เช่นกัน ซึ่งอำเภอปรางค์กู่ เป็นแหล่งของการทำนาแบบปลอดสาร จึงทำให้ในแปลงนา มีปลาตามธรรมชาติอาศัยอยู่มาก และปลาที่เป็นเจ้าถิ่น ก็คือ ปลาดุกนา นั้นเอง
///////////////////////
ภาพ/ข่าว ทีมข่าว Timenews เวลาข่าว เวลาคุณ / ศรีสะเกษ